ค้นหา: เว็บไซต์ เพลง พจนานุกรม

เชิญเลือกซื้อน้ำหอมรุ่นใหม่ๆ
น้ำหอมออกใหม่ น้ำหอมเก่า น้ำหอมมาแรง น้ำหอมออกตามฤดูกาล น้ำหอมแห่งความรัก ฯลฯ
www.namhominter.com

Start making money today!
1000's of real people in 180+ countries are earning quiet fortunes from home
www.newattitudebiz.ws

เพิ่มรสชาดให้ชีวิตคู่
ของเล่นเพิ่มความสุข และสนุก บนเตียง เพิ่มรสชาดให้ชีวิตคู่ ใช้แล้วจะติดใจทุกรายค่ะ
www.a-dido.com

แท่นทองการพิมพ์
แท่นทองการพิมพ์ เรามีบริการงานพิมพ์ ที่หลากหลายรูปแบบ และใส่ใจ กับงานลูกค้าทุกท่าน
www.tantongprint.com
หน้าบ้าน  รวมเว็บสวย  ค้นหาสถาปนิก  สารบัญเว็บไซต์  ลงโฆษณาฟรี  พจนานุกรม  มโนสาเร่   
มโนสาเร่/ประวัติและผลงานนิราศของสุนทรภู่

นิราศสุนทรภู่
- นิราศเมืองแกลง
- นิราศพระบาท
- นิราศภูเขาทอง
- นิราศวัดเจ้าฟ้า
- นิราศอิเหนา
- นิราศสุพรรณ
- นิราศพระประธม
- นิราศเมืองเพชร
- รำพันพิลาป
- ประวัติสุนทรภู่

- โฆษณาเรื่องทั่วไป
- โปรโมตเว็บ
- รับสมัครงาน
- ซื้อขาย-แลกเปลี่ยน
- โฆษณาสินค้า
- แจ้งข่าว
- หาเพื่อน-คนหาย
- สารภาพรัก
- สำนึกผิด-ขอโทษ

- ดูดวง
- ดูทีวีออนไลน์
- สมุนไพร
- รวมนิราศสุนทรภู่
- สรรพลี้หวน
- รูปภาพดารา

ประวัติสุนทรภู่

ตอนออกบวช สุนทรภู่ตั้งแต่เยาว์มา ยังไม่ได้บวชจนตลอดรัชกาลที่ ๒ พอถึงรัชกาลที่ ๓ ก็ออกบวช เหตุที่จะบวชนั้น เล่ากันมาว่า เพราะหวาดหวั่นเกรงพระราชอาญา ด้วยเห็นว่า พระบาทสมเด็จฯ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงขัดเคืองแต่รัชกาลก่อน แต่ข้อนี้ เมื่อพิเคราะห์ดูตามคำที่สุนทรภู่กล่าวไว้ในนิราศภูเขาทองว่า
"ถึงสามโคกโศกถวิลถึงปิ่นเกล้าพระพุทธเจ้าหลวงบำรุงซึ่งกรุงศรี
ประทานนามสามโคกเป็นเมืองตรี    ชื่อปทุมธานีเพราะมีบัว
โอ้พระคุณสูญลับไม่กลับหลังแต่ชื่อตั้งก็ยังอยู่เขารู้ทั่ว
แต่เรานี้ที่สุนทรประทานตัวไม่รอดชั่วเช่นสามโคกยิ่งโศกใจ
สิ้นแผ่นดินสิ้นนามตามเสด็จต้องเที่ยวเตร็ดเตร่หาที่อาศัย"
คำของสุนทรภู่ที่กล่าวตรงนี้ ดูประหนึ่งว่า ถึงรัชกาลที่ ๓ ถูกถอดจากที่ขุนสุนทรโวหาร น่าจะเป็นเช่นนั้นจริง คนทั้งหลายจึงได้เรียกกันว่า "สุนทรภู่" เห็นจะมีเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง ให้ต้องถูกถอดจากบรรดาศักดิ์ แล้วจึงออกบวช ถ้าเวลาบวชยังเป็นขุนนาง คงจะได้รับพระราชูปถัมภ์ ไหนจะอนาถาดังปรากฎในเรื่องประวัติ

อีกประการหนึ่งในรัชกาลที่ ๓ เมื่อคราวแต่งจารึกวัดพระเชตุพนฯ มีแต่งกลอนเพลงยาวกลบท เป็นต้น พระบาทสมเด็จฯ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ทรงเสาะหากวีที่ชำนาญกลอน แม้จนมหาดเล็กเลวก็ได้มีชื่อแต่งถวาย สุนทรภู่เป็นกวีคนสำคัญมาแต่ก่อน เหตุใดจึงมิได้ปรากฎชื่อว่าแต่งจารึกอย่างใดอย่างหนึ่งในคราวนั้น ข้อนี้ก็ส่อให้เห็นว่าคงเป็นผู้ต้องตำหนิติโทษ ทรงรังเกียจในรัชกาลที่ ๓ เห็นสมกับความที่กล่าวในกลอน จึงเข้าใจว่าถูกถอด

ความจริงในเรื่องที่สุนทรภู่ออกบวช เห็นจะเป็นด้วยเหตุ ๒ ประการ คือเพราะยังไม่ได้บวชตามประเพณีนิยมประการหนึ่ง อีกประการหนึ่งสุนทรภู่วิวาทกับญาติ เข้ากับใครไม่ติด มีภรรยาก็อยู่ด้วยกันไม่ยืด เป็นคนตัวเดียวอยู่แต่กับบุตรมาแต่ในรัชกาลที่ ๒ ข้อนี้สังเกตได้ด้วยในนิราศของสุนทรภู่ เมื่อกล่าวถึงญาติเมื่อใด คงเป็นคำโกรธแค้นว่าพึ่งพาไม่ได้ กล่าวถึงภรรยาและคู่รัก ก็มักปรากฎว่าอยู่ด้วยกันไม่ยืด ครั้นเมื่อมาถูกถอดในรัชกาลที่ ๓ เจ้านายและผู้มีบรรดาศักดิ์ ก็ไม่มีพระองค์ใด และท่านผู้ใดกล้าชุบเลี้ยงเกื้อหนุนโดยเปิดเผย ด้วยเกรงจะเป็นที่ฝ่าฝืนพระราชนิยมในพระบาทสมเด็จฯ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว แม้เจ้าฟ้าอาภรณ์ ซึ่งเป็นศิษย์ก็ต้องทำเพิกเฉยมึนตึง สุนทรภู่ได้กล่าวความข้อนี้ไว้ในเพลงยาวว่า
"สิ้นแผ่นดินสิ้นบุญของสุนทร    ฟ้าอาภรณ์แปลกพักตร์อาลักษณ์เดิม" ดังนี้
สุนทรภู่ตกยากสิ้นคิดจึงออกบวช ด้วยเห็นว่าพระบาทสมเด็จฯ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเคารพพระสงฆ์มาก ถ้าบวชเป็นพระใครจะอุปถัมภ์ก็เห็นจะไม่ทรงติเตียน ความที่สุนทรภู่คาดนี้ก็มีมูล ด้วยปรากฎในเพลงยาวนั้นว่า เมื่อสุนทรภู่บวชแล้วพอถึงปีฉลู พ.ศ. ๒๓๗๒ เจ้าฟ้ากุณฑลทิพยวดีก็ทรงฝากเจ้าฟ้ากลาง (คือสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระยาบำราบปรปักษ์) กับเจ้าฟ้าปิ๋ว พระโอรสพระองค์น้อย เวลานั้น พระชันษาได้ ๑๑ ปี พระองค์หนึ่ง ๘ ปีพระองค์หนึ่ง ให้เป็นศิษย์สุนทรภู่ เหมือนอย่างเจ้าฟ้าอาภรณ์ พระโอรสพระองค์ใหญ่ได้เคยเป็นศิษย์มาในรัชกาลก่อน แล้วทรงส่งเสียอุปการะต่อมาในชั้นนั้น มีคำสุนทรภู่ได้กล่าวไว้ในเพลงยาว ว่า
"เคยฉันของสองพระองค์ส่งถวาย    มิได้วายเว้นหน้าท่านข้าหลวง" ดังนี้
สุนทรภู่เห็นจะบวชเมื่อราวปีจอ พ.ศ.๒๓๖๙ เวลานั้นอายุได้ ๔๑ ปี แรกบวชอยู่ที่วัดราชบูรณะ อยู่ได้ ๓ พรรษามีอธิกรณ์เกิดขึ้น ( กล่าวกันเป็นความสงสัยว่า จะเป็นด้วยสุนทรภู่ต้องหาว่าเสพสุรา เพราะวิสัยของสุนทรภู่นั้น เวลาจะเต่งกลอน ถ้ามีฤทธิ์สุราเป็นเชื้ออยู่แล้วแต่งคล่องนัก นัยว่าถ้ามีฤทธิ์สุราพอเหมาะแล้ว อาจจะคิดกลอนทันบอกให้เสมียนเขียนต่อกันถึงสองคน ดังนี้) เพราะอธิกรณ์เกิดขึ้นครั้งนั้น สุนทรภู่ถูกบัพพาชนิยกรรม ขับไล่ให้ไปเสียจากวัดราชบูรณะ เดิมคิดจออกไปอยู่เสียตามหัวเมือง จึงเเต่งเพลงยาวทูลลาเจ้าฟ้ากลาง เจ้าฟ้าปิ๋ว ในเพลงยาวนั้น มีคำคร่ำครวญและถวายโอวาทแต่งเพราะดีหลายเเห่ง แห่งหนึ่งว่า
"นิจจาเอ๋ยเคยรองละอองบาทโปรดประภาษไพเราะเสนาะเสียง
แสนละม่อมน้อมพระองค์ดำรงเรียงดังเดือนเคียงแข่งคู่กับสุริยา
จงอยู่ดีศรีสวัสดิ์พิพัฒน์ผลให้พระชนม์ยั่งยืนหมื่นพรรษา
ได้สืบวงศ์พงศ์มกุฎอยุธยาบำรุงราษฎร์ศาสนาถึงห้าพัน
เหมือนสององค์ทรงนามพระรามลักษณ์    เป็นปิ่นปักปกเกศทุกเขตขัณฑ์
ประจามิตรคิดร้ายวายชีวันเสวยชั้นฉัตรเฉลิมเป็นเจิมจอม
จะไปจากฝากสมเด็จพระเชษฐาจงรักพระอนุชาอุตส่าห์ถนอม
พระองค์น้อยคอยประณตนิ่งอดออมทูลกระหม่อมครอบครองกันสององค์"
ในคำถวายโอวาทแห่งหนึ่งว่า
"อันอ้อยตาลหวานลิ้นแล้วสิ้นซากแต่ลมปากหวานหูไม่รู้หาย
เเม้นเจ็บอื่นหมื่นแสนจะเเคลนคลาย    เจ็บจนตายนั้นเพราะเหน็บให้เจ็บใจ"
อีกหนึ่งว่า
"จับให้มั่นคั้นหมายให้วายวอด    ช่วยให้รอดรักให้ชิดพิสมัย
ตัดให้ขาดปรารถนาหาสิ่งใดเพียรจนได้ดังประสงค์แล้วคงดี"
อีกแห่งหนึ่งว่า
"อันข้าไทได้พึ่งเขาจึงรักแม้ถอยศักสิ้นอำนาจวาสนา
เขาหน่ายหนีมิได้อยู่คู่ชีวา    แต่วิชาช่วยกายจนวายปราณ"
สุนทรภู่ออกจากวัดราชบูรณะไปคราวนี้ กลับแต่งนิราศอีกคือ นิราศภูเขาทอง เห็นจะแต่งเมื่อปีขาล พ.ศ. ๒๓๗๓ เมื่อออกเรือไป กล่าวความถึงเรื่องที่ต้องไปจากวัดราชบูรณะว่า
"โอ้อาวาสราชบูรณะพระวิหารแต่นี้นานนับทิวาจะมาเห็น
หวนรำลึกนึกน่าน้ำตากระเด็น    เพราะขุกเข็ญคนพาลทำรานทาง
จะยกหยิบธิบดีเป็นที่ตั้งก็ใช้ถังแทนสัดเห็นขัดขวาง
จึ่งจำลาอาวาสนิราศร้างมาอ้างว้างวิญญาณ์ในสาคร"
ในนิราศนี้กล่าวความตอนเมื่อผ่าน พระบรมมหาราชวัง ครวญถึงพระบาทสมเด็จ พระพุทธเลิศหล้านภาลัย ว่าดีนักน่าสงสาร ผู้ที่ได้อ่านมักจำกันได้โดยมากว่า
"ถึงหน้าวังดังหนึ่งใจจะขาดคิดถึงบาทบพิตรอดิศร
โอ้ผ่านเกล้าเจ้าประคุณของสุนทรแต่ปางก่อนเคยเฝ้าทุกเช้าเย็น
พระนิพพานปานประหนึ่งศีรษะขาดด้วยไร้ญาติยากแค้นถึงแสนเข็ญ
ทั้งโรคซ้ำกรรมซัดวิบัติเป็นไม่เล็งเห็นที่ซึ่งจะพึ่งพา
จึงสร้างพรตอตส่าห์ส่งส่วนบุญถวาย    ประพฤติฝ่ายสมถะทั้งวษา
เป็นสิ่งของฉลองคุณมุลิกาขอเป็นข้าเคียงบาททุกชาติไป
ถึงหน้าแพแลเห็นเรือที่นั่งคิดถึงครั้งก่อนมาน้ำตาไหล
เคยหมอบรับกับพระจมื่นไวยแล้วลงในเรือที่นั่งบัลลังก์ทอง
พระทรงแต่งแปลงบทพจนารถเคยรับราชโองการอ่านฉลอง
จนกฐินสิ้นแม่น้ำแลลำคลองมิได้ข้องเคืองขัดพระหัทยา
เคยหมอบใกล้ได้กลิ่นสุคนธ์ตลบละอองอบรสรื่นชื่นนาสา
สิ้นแผ่นดินสิ้นรสสุคนธาวาสนาเราก็สิ้นเหมือนกลิ่นสุคนธ์"
เมื่อถึงเมืองปทุมธานี ครวญอีกแห่งว่า
"สิ้นแผ่นดินสิ้นนามตามเสด็จต้องเที่ยวเตร็ดเตร่หาที่อาศัย
แม้กำเนิดเกิดประสบภพใดใด    ขอให้ได้เป็นข้าฝ่าธุลี
สิ้นแผ่นดินขอให้สิ้นชีวิตบ้างอย่ารู้ร้างบงกชบทศรี
เหลืออาลัยใจกรมระทมทวีทุกวันนี้ซังตายทรงกายมา"
ตอนผ่านหน้าโรงเหล้า สุนทรภู่กล่าวถึงเรื่องเสพสุราก็ว่าดี ว่า
"ถึงโรงเหล้าเตากลั่นควันโขมงมีคันโพงผูกสายไว้ปลายเสา
โอ้บาปกรรมน้ำนรกเจียวอกเรา    ให้มัวเมาเหมือนหนึ่งบ้าเป็นน่าอาย
ทำบุญบวชกรวดน้ำขอสำเร็จพระสรรเพชญ์โพธิญาณประมาณหมาย
ถึงสุราพารอดไม่วอดวายไม่ใกล้กรายแกล้งเมินจนเกินไป"
สุนทรภู่ไปพระนครศรีอยุธยาคราวนี้ บุตรชายคนที่ชื่อพัดยังเป็นเด็กไปด้วย แต่ภรรยาเห็นจะร้างกันเสียแต่เมื่อก่อนบวชหมดแล้ว เมื่อสุนทรภู่กล่าวกลอนชมทุ่งในตอนเรือลัดไปทางเชียงรากน้อยกว่า
"ถึงตัวเราเล่าถ้าหากมีโยมหญิง    ไหนจะนิ่งดูดายอายบุปผา
คงจะใช้ให้ศิษย์ที่ติดมาอุตส่าห์หาเอาไปฝากตามยากจน
นี่จนใจไม่มีเท่าขี้เล็บขี้เกียจเก็บเลยทางมากลางหน"
เมื่อขึ้นไปถึงกรุงฯเวลานั้น พระยาไชยวิชิต (เผือก) ซึ่งเคยเป็นพระนายไวยอยู่เมื่อรัชกาลที่ ๒ ได้เป็นผู้รักษากรุงฯแต่สุนทรภู่กระดากไม่แวะไปหา กล่าวในนิราศว่า
"มาทางท่าหน้าจวนจอมผู้รั้งคิดถึงครั้งก่อนมาน้ำตาไหล
จะเเวะหาถ้าท่านเหมือนเมื่อเป็นไวย    ก็จะได้รับนิมนต์ขึ้นบนจวน
แต่ยามยากหากว่าถ้าท่านแปลกอกมิแตกเสียหรือเราเขาจะสรวล
เหมือนเข็ญใจใฝ่สูงไม่สมควรจะต้องม้วนหน้ากลับอัประมาณ"
จึงเลยขึ้นไปนมัสการพระเจดีย์ภูเขาทอง แล้วจะเป็นด้วยเหตุใดไม่ปรากฎ สุนทรภู่ไปกลับใจไม่อยู่หัวเมืองดังความคิดเดิม หวนกลับมากรุงเทพฯ มาอยู่ที่วัดอรุณฯ ไม่ช้าก็ย้ายไปอยู่วัดเทพธิดา เมื่อสุนทรภู่ไปอยู่วัดเทพธิดานั้น พระยาธรรมปรีชา (บุญ) บวชอยู่วัดเทพธิดา พระยาธรรมปรีชาเล่าว่า สุนทรภู่แต่งคำเทียบเรื่องพระไชยสุริยา (ที่พิมพ์ในหนังสือมูลบทบรรพกิจ) เมื่ออยู่ที่วัดเทพธิดาคราวนั้น และมีหนังสือนิราศเมืองสุพรรณอีกเรื่องหนึ่ง สุนทรภู่แต่งเมื่อบวชอยู่วัดเทพธิดา นิราศเมืองสุพรรณแปลกที่สุนทรภู่แต่งเป็นโคลง โคลงของสุนทรภู่มีปรากฎอยู่เรื่องเดียวเท่านั้น ทำนองเมื่อบวชอยู่วัดเทพธิดา จะถูกปรามาสว่าแต่งเป็นแต่กลอนเพลงยาว (หรือที่เรียกกันภายหลังมาว่ากลอนสุภาพ) จึงแต่งกาพย์คำเทียบเรื่องพระไชยสุริยาและแต่งโคลง นิราศเมืองสุพรรณ พิสูจน์ให้คนอื่นเห็นว่าถ้าจะเเต่งโคลงกาพย์ก็เเต่งได้ แต่ที่แท้นั้นสุนทรภู่รู้ตัวดีทีเดียวว่า ถึงแต่งได้ก็ไม่ถนัดหมือนกลอนเพลงยาว ได้กล่าวความข้อนี้ไว้ในเพลงยาวถวายโอวาทว่า
"อย่างหม่อมฉันอันที่ดีและชั่วถึงลับตัวก็แต่ชื่อเขาลือฉาว
เป็นอาลักษณ์นักเลงทำเพลงยาว    เขมรลาวลือเลื่องถึงเมืองนคร"
สุนทรภู่จึงไม่แต่งโคลงกาพเรื่องอื่นอีก ข้อนี้ไม่แต่สุนทรภู่เท่านั้นถึงสมเด็จฯกรมพระปรมานุชิตชิโนรสก็รู้พระองค์ว่า ทรงถนัดแต่ลิลิตและโคงฉันท์ จึงไม่ทรงแต่งหนังสือเป็นกลอนสุภาพเลยสักเรื่องเดียว มีพระนิพนธ์กลอนสุภาพแต่เป็นของทรงแต่งเล่น เช่นเพลงยาวอันปรากฎอยู่ในเรื่องเพลงยาวเจ้าฟ้านั้นเป็นต้น เหตุที่สุนทรภู่ไปเมืองสุพรรณคราวที่แต่งนิราศนั้น ควมปรากฎในเรื่องนิราศว่าไปหาเเร่ ทำนองจะเล่นแร่แปรธาตุเอง หรือมิฉะนั้นก็ไปหาแร่ให้ผู้อื่นที่เล่นแปรธาตุ เพราะเชื่อกันว่าที่ในเเขวงจังหวัดสุพรรณ มีแร่อย่างใดอย่างหนึ่งทรงคุณวิเศษสำหรับใช้แปรธาตุ พวกเล่นแปรธาตุ ยังเชื่อกันมาจนทุกวันนี้ สุนทรภู่ไปครั้งนั้นพาบุตรไปด้วยทั้ง ๒ คน และมีศิษย์ไปด้วยก็หลายคน ลงเรือที่หน้าวัดเทพธิดาผ่านมาทางคลองมหานาค มาถึงวัดสระเกศนั้น แล้วล่องเรือไปออกปากคลองโอ่งอ่าง เมื่อไปถึงเมืองสุพรรณ ได้ขึ้นไปทางลำน้ำข้างเหนือเมือง ไปขึ้นเดินบกที่วังหิน เที่ยวหาเเร่แล้วกลับลงเรือที่บ้านทึง ความที่พรรณนาในนิราศ ดูในเขตเเขวงสุพรรณในสมัยนั้นยังเปลี่ยวมาก ทั้งข้างใต้และฝ่ายเหนือเมือง ถึงไปปะเสือใกล้ๆ ลำแม่น้ำ แต่แร่ที่ไปหาจะได้หรือไม่ได้หาได้กล่าวถึงไม่

เรื่องเมื่อสุนทรภู่บวช เล่ากันมาเป็นเรื่องเกร็ดเรื่องหนึ่งว่า ครั้งหนึ่งสุนทรภู่ไปจอดเรืออยู่ ณ ที่แห่งหนึ่งมีชาวบ้านนำภัตตาหารมาถวาย แต่ทายกนั้นว่าคำถวายภัตทานไม่เป็น อาราธนาสุนทรภู่ให้ช่วยสอนให้ว่า เวลานั้นทายกนั่งอยู่บนตลิ่งกับสิ่งของที่เอามาถวายสุนทรภู่จึงสอนให้ว่าคำถวายภัตทานเป็นกลอนว่า

"อิมัสมิงริมฝั่ง อิมังปลาร้า กุ้งแห้งแตงกวา อีกปลาดุกย่าง ช่อมะกอก ดอกมะปราง เนื้อย่างยำมะดัน ข้าวสุกค่อนขัน น้ำมันขวดหนึ่ง น้ำผึ้งครึ่งโถ ส้มโอเเช่อิ่ม ทับทิมสองผลเป็นยอดกุศล สังฆัสสะ เทมิ" ดังนี้

เรื่องนี้จะจริงเท็จอย่างไรไม่รับประกัน แต่ได้ฟังเล่ามาถึงสองแห่งจึงจดไว้ด้วย เมื่อสุนทรภู่กลับจากเมืองสุพรรณแล้ว ย้ายมาอยู่วัดพระเชตุพนฯ เหตุที่ย้ายมานั้นเล่ากันมาเป็นสองนัย นัยหนึ่งว่ามาพึ่งพระบารมีอยู่กับสมเด็จฯ กรมพระปรมานุชิตชิโนรส ด้วยทรงปรานีว่าเป็นกวี อีกนัยหนึ่งว่าเพราะพระองค์เจ้าลักขณานุคุณ พระเจ้าลูกเธอที่พระบาทสมเด็จฯ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดปรานมากนัก ทรงพระปรานีชักชวนให้มาอยู่วัดพระเชตุพนฯ คิดดูบางทีก็จะเป็นความจริงทั้งสองนัย ด้วยพระองค์เจ้าลักขณานุคุณ ทรงผนวชพระเมื่อพ.ศ.๒๓๗๕ เวลานั้นสุนทรภู่บวชได้ราวสัก ๖ พรรษา เจ้านายสมัยนั้นมักโปรดทรงศึกษาการแต่งกลอน อาจจะมีรับสั่งชวนสุนทรภู่มาอยู่วดพระเชตุพนฯ ในเวลาทรงผนวชอยู่ที่วัดนั้นและสมเด็จฯ กรมพระปรมานุชิตชิโนรสประทานอนุญาต โดยทรงพระปรานีสุนทรภู่ก็ได้

เมื่อสุนทรภู่มาอยู่วัดพระเชตุพนฯ บุตรคนใหญ่ที่ชื่อพัดบวชเป็นสามเณร เห็นจะบวชมาแต่บิดายังอยู่วัดเทพธิดา สุนทรภู่มาอยู่พระเชตุพนฯ แล้วพาเณรพัดกับบุตรคนเล็กที่ชื่อตาบไปพระนครศรีอยุธยาอีกครั้งหนึ่ง แต่งนิราศวัดเจ้าฟ้าเมื่อไปคราวนี้ แต่แกล้งแต่งให้เป็นสำนวนเณรพัดว่า
 "เณรหนูพัดหัดประดิษฐ์คิดอักษร
เป็นเรื่องความตามติดท่านบิตร    กำจัดจรจากนิเวศน์เชตุพน"
เมื่อเรือถึงวัดระฆังกล่าวว่า
"ถึงวัดระฆังบังคมบรมธาตุแทบพระบาทบุษบงองค์อัปสร
ไม่ทันลับกัปกัล์ปพุทธันดร    พระด่วนจรสู่สวรรค์ครรไล"
ความตรงนี้ (และยังมีในนิราศพระประธมประกอบอีกแห่ง๑) บ่งว่า เจ้าครอกข้างในซึ่งเป็นพระอัครชายาของกรมพระราขวังหลังสิ้นชีพก่อนนั้นไม่ช้านัก และได้พระราชทานเพลิงที่วัดระฆัง เหตุที่สุนทรภู่จะไปกรุงศรีอยุธยาคราวนี้ ว่าได้ลายแทงมาแต่เมืองเหนือ ว่ามียาอายุวัฒนะฝังไว้ที่วัดเจ้าฟ้าอากาศ จึงพยายามไปหายาอายุวัฒนะนั้น เมื่อขึ้นไปถึงกรุงฯไปขึ้นบกที่วัดใหญ่ ได้อธิษฐาน ณ ที่นั้น กล่าวในคำอธิษฐานแห่งหนึ่งว่า
"อนึ่งเล่าเจ้านายที่หมายพึ่งให้ทราบซึ้งสุจริตพิสมัย
อย่าหลงลิ้นหินชาติขาดอาลัย    น้ำพระทัยทูลเกล้าให้ยาวยืน"
ความที่อธิษฐานนี้ แสดงว่าเวลานั้นสุนทรภู่กำลังหมาย จะพึ่งพระองค์เจ้าลักขณานุคุณดังได้กล่าวมาแล้ว ครั้นออกจากวัดใหญ่เดิน บก ต่อไปทิศตะวันออกคืนหนึ่งถึงวัดเจ้าฟ้าว่าไปทำวิธีจะขุดก็เกิดกัมปนาทหวาดไหวด้วยฤทธิ์ปีศาจ ไม่อาจขุดได้ ต้องพากันกลับมาแต่เมื่อขากลับคราววันนี้ ได้แวะหาพระยาไชยวิชิต (เผือก) กล่าวในนิราศว่า
"จะเลยตรงลงไปวัดก็ขัดข้องไม่มีของขบฉันจังหันหุง
ไปพึ่งบุญคุณพระยารักษากรุงท่านบำรุงรักพระไม่ละเมิน
ทั้งเพลเช้าคาวหวานสำราญรื่นต่างชุ่มชื่นชวนกันสรรเสริญ
ทั้งสูงศักดิ์รักใคร่ให้เจริญอายุเกินกัปกัลป์พุทธันดร
ให้ครองกรุงฟุ้งเฟื่องเปรื่องปรากฎ    เกียรติยศอยู่ตลอดอย่าถอดถอน
ท่านอารีมีใจอาลัยวรณ์ถึงจากจรใจมิตรยังคิดคุณ
มาทีไรได้นิมนต์ปรนนิบัติสารพัดแผ่เผื่อช่วยเกื้อหนุน
ต่างชื่นช่วยอวยกุศลผลบุญสนองคุณเจ้าพระยารักษากรุง"
ความที่กล่าวตอนนี้แสดงว่า สุนทรภู่เมื่อบวชได้ขึ้นไปกรุงศรีอยุธยาหลายครั้ง กระดากพระยาไชยวิชิต (เผือก) แต่เมื่อไปครั้งแรกครั้งเดียว ถึงครั้งหลังๆ ต่อมาแวะไปหาพระยาไชยวิชิตก็ต้อนรับฉันได้ชอบพอคุ้นเคยกันมาแต่ในรัชกาลที่ ๒ มีคำเล่ากันมาว่า สุนทรภู่เมื่อบวชนั้น ได้ไปอยู่วัดมหาธาตุอีกวัดหนึ่ง ข้อนี้ก็เห็นจะเป็นความจริง คงไปอยู่เมื่อกลับลงมาจากพระนครศรีอยุธยาคราวนี้ เพราะพระองค์เจ้าลักขณานุคุณลาผนวช เห็นจะทรงชวนให้ไปอยู่ใกล้วังท่าพระอันเป็นที่ประทับ เพื่อจะได้สะดวกแก่การที่ทรงอุปถัมภ์ คือส่งสำรับอาหารเป็นต้น เล่ากันว่าในสมัยนั้นพระองค์เจ้าลักขณานุคุณโปรดทรงสักวา เวลาไปทรงสักวาที่ใด ให้นิมนต์สุนทรภู่ลงเรือสักวาไปด้วยเสมอ ให้ไปเป็นผู้บอกสักวาทั้งยังเป็นพระแต่สุนทรภู่คงสึกกลับออกเป็นคฤหัสถ์ในตอนนี้ รวมเวลาที่สุนทรภู่บวชเห็นจะราว ๗ หรือ ๘ พรรษา

1 2 3 4 5



ฟรี! เกมส์ออนไลน์ มันส์โคตรๆ
เกมส์ออนไลน์ มันส์โคตรๆ พี่น้องเอ้ย! ฟังเพลงไปพลาง เล่นเกมส์ไปพลาง สุขสุดๆ
www.likemax.com/game

พืชสมุนไพรไทย
ความรู้เกี่ยวกับ พืชสมุนไพร รู้ไว้ใช่ว่า เข้าไปอ่านเถิดพี่น้อง เผื่อได้ยาดี จะได้ไม่ต้องพึ่งหมอ
www.pixiart.com/archives/herb

รับเขียนภาพ 3d Perspective
รับเขียนภาพ 3d Perspective ทางสถาปัตยกรรม โดยระดับสุดยอดฝีมือของโลก ในราคากันเอง
www.likemax.com/tive

เครื่องโอโซนให้เช่า
กำจัดเชื้อโรค กำจัดกลิ่น ลดอาการภูมิแพ้อากาศ ไซนัสอักเสบ เหมาะสำหรับสำนักงานฯ
www.water-matter.com
Copyright © 2017 by www.pixiart.com. All rights reserved.